สถานที่เที่ยวปักกิ่งสุดรื่นรมย์ที่ต้องไป

แนะนำสถานที่เที่ยวปักกิ่งสุดรื่นรมย์ที่ต้องไป

      ในปักกิ่งนั้นมีสถานที่เที่ยวเยอะมาก ทั้งสถานที่เที่ยวตามธรรมชาติและสถานที่บันเทิงมีอยู่หลายแห่ง โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์นั้น มีอยู่หลายแห่งในปักกิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะว่าปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจีน ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมของประวัติศาสตร์ชาติจีนเลยล่ะค่ะ พระราชวังสำคัญ ๆ ก็อยู่ที่ปักกิ่ง ซึ่งจะมีที่ไหนน่าไปเที่ยวปักกิ่งบ้างนั้นไปดูกันค่ะ

เที่ยวปักกิ่ง คฤหาส์กงหวังฝู

เป็นคฤหาส์ที่มีสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณที่มีความสวยงามและมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากทีเดียวค่ะ แต่ก่อนเป็นของเหอเซิน ข้าราชการราชำนักจักรพรรดิเฉียนหลวง ต่อมาได้ฆ่าตัวตายตามการสิ้นพระชนม์ของจักพรรดิเสียนเฟิง โดยคฤหาสแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากพระราชวังต้องห้ามค่ะ

เที่ยวปักกิ่ง กำแพงเมืองจีน
ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโดยกำแพงเมืองจีนนั้นยาวพาดผ่านหลายเมืองของประเทศจีนเลยค่ะ การมาเที่ยวปักกิ่งแล้วไม่ขึ้นกำแพงเมืองจีนถือว่ามาไม่ถึงค่ะ กำแพงจีนนั้นถือเป็นมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์จีนเลยค่ะ เพราะใช้เวลาในการสร้างยาวนานมาก และใช้คนจำนวนหลายแสนคนในการสร้างกำแพงเมืองจีน

เที่ยวปักกิ่ง พระราชวังต้องห้ามกงกู

เป็นพระราชวังที่ใหญที่สุดในประเทศจีนเลยค่ะ โดยพระราชวังต้องห้ามนั้นจะหยุดทุกวันจันทร์ฉะนั้นใครจะไปควรกำหนดวันให้ดี ๆ นะคะ ในสมัยก่อนพระราชวังต้องห้ามเป็นที่ประทับของพระจักรพรรดิโดยไม่อนุญาติให้สามัญชนเข้าในเขตพระราชวัง แต่ปัจจุบันนั้นเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมความงามสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ

www.grandholiday.co.th

วิธีการเตรียมตัวไปเที่ยวเกาหลี

แนะนำวิธีการเตรียมตัวไปเที่ยวเกาหลี

         เมื่อ 10 ปีก่อนนั้น แทบไม่มีใครอยากจะไปเที่ยวเกาหลี เพราะไม่รู้ว่าน่าเที่ยวตรงไหน แต่หากเป็นปัจจุบันละก็ ไม่ว่าถามใครใครก็อยากจะไปเที่ยวเกาหลีกันทั้งนั้น เพราะประเทศเกาหลีเน้นเรื่องการท่องเที่ยวเป็นพิเศษค่ะ สร้างภาพลักษณ์ให้กลายเป็นประเทศที่น่าไปเที่ยวมากที่สุด  ฉะนั้นใครกำลังอยากจะมีแพลนไปเที่ยวเกาหลีอยู่ล่ะก็ มาดูวิธีการเตรียมตัวกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าจะต้องเตรียมอะไรกันไปบ้าง

  1. เตรียมเอกสารสำคัญสำหรับเที่ยวเกาหลี

แน่นอนว่าการออกนอกประเทศนั้นจะต้องมีพาสปอร์ต และวีซ่าในกรณีที่ไปกับกรุ๊ปทัวร์ คุณอาจจะไม่ต้องยุ่งยากในการจัดเตรียมเองเพราะทางกรุ๊ปทัวร์เกาหลีจัดการให้หมด แต่หากคุณไปเองเที่ยวเกาหลีเองล่ะก็ จะต้องเตรียมทำวีซ่าและพาสปอร์ตก่อนค่ะ  หากได้ทั้งสองอย่างมาแล้วค่อยไปเตรียมการขั้นต่อไป

  1. เลือกสถานที่เที่ยวเกาหลีที่ชื่นชอบ

กรณีแรกไปกับกรุ๊ปทัวร์ คุณอาจจะเที่ยวไม่ครบในที่ที่คุณอยากจะไป ก็ให้ดูแพคเก็จที่คุณถูกใจที่สุด ซึ่งทั้งนี้ควรดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างด้วย เช่น ราคา ที่พัก เป็นต้น กรณีที่สองไปเที่ยวเอง คุณสามารถเลือกที่เที่ยวเกาหลีได้ตามใจชอบว่าอยากไปที่ไหนบ้าง เลือกมาสัก 4-5 ที่ค่ะ เนื่องจากคุณไปเที่ยวเองหากไปครั้งแรกอาจจะต้องศึกษาเส้นทางให้ดีเสียก่อน ส่วนใหญ่การเดินทางในเกาหลีนั้นจะใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งจะผ่านในสถานที่สำคัญ ๆ อยู่แล้ว การศึกษาเส้นทางเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ  หากคุณไม่ชำนาญอาจจะทำให้หลงทางได้

  1. เลือกทำเลที่พัก

หากคุณไปเที่ยวเองก็จำเป็นที่จะต้องหาที่พักไว้ก่อน การเลือกที่พักนั้นไม่จำเป็นจะต้องเอาแบบเลิศหรูมากก็ได้นะคะ เพราะส่วนใหญ่เวลาของคุณจะหมดไปกับการไปเที่ยวเกาหลีในสถานที่ต่าง ๆ มากกว่าอยู่ในที่พัก ฉะนั้นเลือกเอาแบบที่สะอาดสะอ้านไม่แคบเกินไปก็เพียงพอแล้วค่ะ

www.grandholiday.co.th

3 สถานที่เที่ยวเกาหลีทางธรรมชาติน่าไป

แนะนำ 3 สถานที่เที่ยวเกาหลีทางธรรมชาติน่าไป

       ประเทศเกาหลีนั้นใช่ว่าจะมีแต่เรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น ด้านธรรมชาติก็ยังคงความสวยงามไว้เช่นกันค่ะ ซึ่งมีสถานที่เที่ยวเกาหลีแบบธรรมชาติ ๆ ที่สวยงามมาก ๆ อย่างเช่นที่เกาะเจจู และวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวเกาหลีทาง ธรรมชาติกันค่ะ ว่าจะสวยงามน่าไปสักแค่ไหนกัน

  1. เที่ยวเกาหลีทางธรรมชาติ ถ้ำหินลาวา ยอดเขาคอมุน

จริง ๆ แล้วที่เกาะเจจูนั้นมีถ้ำหินอยู่ประมาณร้อนกว่าแห่งได้ค่ะ แต่ที่ขึ้นชื่อและถือว่าเป็นสุดยอดถ้ำหินลาวานั้น อยู่ที่ยอดเขาคอมุน ซึ่งเป็นถ้ำที่เกิดจากการระเบิดของลาวาจากยอดเขาลงมากลายเป็นหินถ้ำที่มีความสวยงามแปลกตา โดยภายน้ำจะแบ่งย่อยออกเป็น ถ้ำมันจางกูล ถ้ำแบ็งดีกู ถ้ำคิมนยองกูล ถ้ำยงชอนดงกู และถ้ำคังซอมูดงกูล แต่ละถ้ำนั้นก็จะเอกลักษณ์ต่างกันไปค่ะ

  1. เที่ยวเกาหลีทางธรรมชาติ ภูเขาอัลลาซาน

เป็นภูเขาไฟที่ดับและเย็นตัวแล้ว ถือว่าเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในเกาหลีเลยก็ว่าได้  ลักษณะภายนอกของภูเขานั้นมีรูปร่างคล้ายกับโล่ที่คว่ำอยู่จึงตั้งชื่อว่า อัลลาซาน โดยทัศนียภาพรอบ ๆ ภูเขาเป็นระบบนิเวศที่ดีเยี่ยม จึงมีสัตว์ป่านานาชนิดและพรรณพืชหายากขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก

  1. เที่ยวเกาหลีทางธรรมชาติ อ่าวซอพจิโกจิ

ในอดีตนั้นอ่าวซอพจิโกจิเป็นเพียงแหลมเล็ก ๆ ที่ติดทะเลด้านหนังมีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ และมีโขดหินรูปร่างประหลาดขึ้นอยู่มากมาย ตอ่มาได้มีการสร้างประภาคาร และอาคารต่าง ๆ เพื่อใช้ในการถ่ายหนัง ถ่ายซีรี่ย์ จึงมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมากันมากขึ้น โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิดอกยูแชสีเหลืองจะออกดอกบานเต็มทุ่ง ทำให้กลายเป็นสถานที่สุดโรแมนติกในเจจูเลยค่ะ

www.85tour.com

สะพานกระเป๋าเข้าป่า เที่ยวอเมริกา ถ้ำแมมมอธ

ชวนกันสะพานกระเป๋าเข้าป่า เที่ยวอเมริกา ถ้ำแมมมอธ

      ถ้ำแมมมอธเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวอเมริกา ทางธรรมชาติที่มีความสวยงามมากเลยค่ะ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ถ้ำแมมมอธแห่งนี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ตั้งอยู่ที่รัฐเคนทักกี้ อเมริกา โดยภายในอุทยานแห่งชาติถ้ำแมมมอธนั้นมีคกลุ่มถ้ำที่ย่าวที่สุดในดลกอีกด้วยค่ะ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก และมีแม่น้ำเอโคที่อยู่ลึกลงไปถึง 110 เมตร เป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวอเมริกาถ้ำแมมมอธอยู่หล่ะก็ มาดูวิธีการเตรียมตัวกันดีกว่าค่ะ

  1. เตรียมสิ่งของจำเป็นให้พร้อม

เพราะในถ้ำนั้นมีความมืดมาก ดังนั้นควรที่จะเตรียมไฟฉายเข้าไปด้วยค่ะ และควรแต่งกายด้วยความทะมัดทะแมง ใส่รองเท้าผ้าใบเพื่อกันลื่น เพราะเราไม่รู้ว่ามีช่วงไหนของถ้ำที่มีตะไคร้ขึ้นระหว่างทางหรือเปล่าฉะนั้นปลอดภัยไว้ก่อนค่ะ

  1. เตรียมเอกสารสำคัญเอาไว้ติดต่อ

ควรที่จะพบเอกสารสำคัญติดตัวไว้ตลอดนะคะ เพราะเผื่อเกิดเหตุการณ์พลัดหลงจากกลุ่มตอนเข้าถ้ำ จะได้ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อประสานงานให้ได้ค่ะ

  1. ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ แม้ว่าจะมีไกด์เจ้าหน้าที่นำชมถ้ำ แต่คุณก็ควรที่จะปฏิบัติตามกฎที่เจ้าหน้าที่บอกอย่างเคร่งครัดค่ะ เพราะจะเป็นการปลอดภัยกับตัวคุณเองมากที่สุด

  1. ไม่ควรทำลายหรือหยิบสิ่งของออกจากถ้ำ

เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมานั้น ควรจะอยู่ในที่ที่ควรอยู่ ไม่ควรนำออกมาหากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และไม่ควรมือบอนแกะหรือแงะอะไรข้างทางให้เกิดความเสียหายด้วยนะคะ

www.grandholiday.co.th

3 ที่เที่ยวอเมริกา เมืองนิวยอร์กแสนศิวิไล

แนะนำ 3 ที่เที่ยวอเมริกา เมืองนิวยอร์กแสนศิวิไล

เรียกว่าเป็นเมืองอันดับต้น ๆ ในการเที่ยวอเมริกาเลย ที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากจะไปเยือน มหานครนิวยอร์คแห่งนี้ วันนี้เราจะมาพาดูที่เที่ยวอเมริกาในนิวยอร์คกันค่ะ ว่ามีอะไรน่าไปเที่ยวกันบ้าง ตามมาดูกันเลย

  1. ตึกเอ็มไพร์สเตด

หากมาเที่ยวอเมริกาแล้วจะต้องมาที่นี่เลยค่ะ เป็นตึกที่อยู่บนเกาะแมนฮัดตันโดยมีความสูงทั้งหมด 102 ชั้นเลยค่ะ เป็นตึกที่รวมเศรษฐกิจของนิวยอร์กเอาไว้เลยก็ว่าได้ เพราะภายในตึกมีมากกว่า 600 บริษัทชั้นนำของโลกเลยทีเดียว

  1. อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

เรียกได้ว่าเป็นมรดกของโลกอีกชิ้นที่นักท่องเที่ยวนิยมไปชมความงามกันค่ะ โดยเทพีเสรีภาพนั้นมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับชาวอเมริกามาก ๆ  เป็นของขวัญที่ฝรั่งเศสได้มอบให้ในวันเฉลิมฉลองครบรอบวันชาติ 100 ปีเมื่อปี 2419 ค่ะ ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึก เพราะว่าเทพีเสรีภาพนั้นเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอเมริกาอีกด้วย

  1. น้ำตกไนแอการา

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอเมริกาทางธรรมชาติที่อยู่ในมหานครใจกลางอเมริกาค่ะ  น้ำตกไนแอการาประกอบด้วยน้ำตกจากสามที่ไหลมารวมกันค่ะ ประกอบด้วย น้ำตกเกือกม้า น้ำตกเอมริกา และน้ำตก ไบรเดิรล์ วีลี่  ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของโลกเลยค่ะ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไม่แพ้ที่อื่น ๆ

ใครมีแพลนจะมาเที่ยวอเมริกาที่นิวยอร์ก ก็อย่างวางทริปให้ดีนะคะ ไปทั้งทีควรเที่ยวให้ครบค่ะ จะได้คุ้มค่าการเดินทาง เที่ยวชมสถานที่สวยงามแล็วก็ต้องเก็บภาพเป็นที่ระลึกด้วยนะคะ

www.grandholiday.co.th

ภูเขาหวงซาน ประเทศจีน

สัมผัสภูเขาหวงซาน ประเทศจีน

       ภูเขาหวงซาน ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 5 ของภูเขาที่สวยที่สุดในประเทศจีน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของประเทศจีน มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 1,200 ตารางกิโลเมตร และยังได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1990 ถึง 2 ด้านด้วยกัน นั่นก็คือ มรดกโลกด้านธรรมชาติ และมรดกโลกด้านวัฒนธรรมนั่นเองค่ะ

      เดิมภูเขาหวงซานแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า “อีซาน” ซึ่งมีความหมายว่า “ภูเขาสีดำ” ที่ถูกตั้งตามลักษณะของภูเขาที่มีหินและโขดหินแกรนิตสีดำ แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “หวงซาน” หรือ “ภูเหลือง” ตามตำนานของกษัตริย์เหลืองที่มีการเล่าขานกันมาว่า พระองค์ได้เสด็จมากลั่นยาอายุวัฒนะและบำเพ็ญตบะเพื่อเป็นเซียนบนภูเขาหวงซานแห่งนี้ อีกทั้งยังมีการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่ว่า ท่านหลี่ไป๋กวีเอกในสมัยราชวงศ์ถังของประเทศจีนได้มีการกล่าวถึงภูเขาแห่งนี้บ่อยๆ ด้วยชื่อว่า “เขาหวงซาน” นั่นเอง ภูเขาหวงซานแห่งนี้ ประกอบด้วยยอดเขาทั้งหมด 77 ยอด เป็นยอดเขาที่มีชื่อแล้วจำนวน 72 ยอด ที่มีความสูงกว่า 1,000 เมตร โดยยอดเขาที่สูงที่สุดนั้นมีชื่อว่า “ยอดเขาเหลียนหัว” มีความสูงกว่า 1,864 เมตร รองลงมาก็คือ ยอดเขากวงหมิง และยอดเขาเทียนตู่ ที่มีความสูงไม่ต่างกันมากนัก ภูเขาหวงซาน มีต้นกำเนิดมาจากการยกตัวสูงขึ้นของพื้นก้นทะเลเมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน และถูกกัดเซาะจากธารน้ำแข็งเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นภูเขาอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน ภูเขาหวงซานมีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นต้นสนหวงซานรูปร่างแปลกประหลาด, ทะเลหมอกแสนสวย, บ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ อีกทั้งยังมีอารามเต๋าเก่าแก่ อาทิเช่น อารามฝูชิว, อารามจิ่วหลง ฯลฯ และวัดทางศาสนาพุทธที่มีชื่อเสียงกว่า 100 แห่ง นอกจากนี้ภูเขาหวงซานยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะแขนงต่างๆ ของประเทศจีนมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น บทกวี, วรรณกรรม, จิตรกรรม, ตลอดจนภาพเขียนต่างๆ ที่มีความหลากหลายมาตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “กลุ่มภาพเขียนสายหวงซาน” นั่นเองค่ะ

      และอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าจะเหมาะกับบรรดาคู่รักที่จะได้มีเวลาที่สุดแสนจะโรแมนติคกันท่ามกลางความสวยงามทางธรรมชาติของภูเขาหวงซานแห่งนี้ก็คือ การคล้องกุญแจคู่รักบนยอดเขาหวงซาน แล้วโยนลูกกุญแจทิ้งลงเขาไป เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรักที่มั่นคง และไม่สามารถแยกจากกันได้เหมือนดังแม่กุญแจที่คล้องติดกันไว้บนยอดภูเขาหวงซานแห่งนี้นั่นเองค่ะ ^^

www.grandholiday.co.th

นักเรียนในประเทศเกาหลี เค้าเรียนกันยังไงนะ?

รู้หรือไม่าว่านักเรียนในประเทศเกาหลี เค้าเรียนกันยังไงนะ?

          อีกไม่นานการสอบครั้งสำคัญของเด็ก ม.6 ในประเทศไทย อย่างการสอบ GAT PAT (การสอบเพื่อนำคะแนนที่ได้ไปยื่นในระบบกลางคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ADMISSION คล้ายๆ กันกับระบบเอนทรานซ์เก่านั่นหล่ะค่ะ ^^) ก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่เราจะได้เห็นภาพบรรยากาศของการเตรียมตัวสอบครั้งสำคัญของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปติวตามสถาบันกวดวิชาต่างๆ การจับกลุ่มติวกันในหมู่เพื่อน หรือการอ่านหนังสือเองที่บ้าน ที่มีให้เห็นกันอยู่เป็นประจำ และยิ่งถ้าเป็นคณะที่คะแนนสูงๆ เข้ายากๆ อย่างพวกแพทย์ วิศวฯ มหาวิทยาลัยดังๆ ก็ยิ่งต้องเตรียมตัวสอบเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหลายเท่า

          และนอกจากเด็กไทยที่จะต้องเตรียมตัวในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันอย่างขมักเขม้นแล้ว เด็กๆ เกาหลีเค้าก็มีบรรยากาศการเตรียมตัวสอบที่ไม่ยอมแพ้เด็กไทยเหมือนกัน (หรือเด็กไทยอาจจะต้องยอมแพ้ซะเอง 555+) เพราะในด้านการเรียนของเด็กๆ เกาหลีนั้น ต้องขอบอกเลยค่ะว่า “หนักมาก ถึงมากที่สุด” เพราะนอกจากจะต้องเรียนในชั้นเรียนปกติ ตั้งแต่ 08:00 น. ถึง 16:00 แล้ว เด็กๆ ยังจะต้องเรียนพิเศษที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้จนถึง 4 ทุ่มอีกด้วย (เวลาจะขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน) ยัง…ยังไม่จบแค่นี้นะคะ 555+  เพราะหลังจากที่เด็กๆ เกาหลีเรียนพิเศษกับทางโรงเรียนเสร็จแล้ว ยังจะต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากข้างนอกอีก ซึ่งการเรียนแบบมาราธอนของเด็กๆ เกาหลีนั้น มักจะไปสิ้นสุดอยู่ที่เวลาตีสองของทุกวัน (อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ ตีสอง!) และตื่นขึ้นมาเพื่อเริ่มต้นการเรียนแบบมาราธอนเช่นนี้อีกในวันรุ่งขึ้น เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ และอย่าคิดนะคะว่าวันเสาร์ที่เป็นวันหยุดของโรงเรียน เด็กๆ เหล่านี้จะยอมนอนแผ่หลาอยู่ที่บ้าน ด้วยความเหนื่อยล้า เพราะถ้าคุณคิดเช่นนั้น แปลว่า คุณคิดผิดค่ะ! เพราะแม้กระทั่งวันเสาร์ที่เป็นวันหยุด เหล่านักเรียนมาราธอนกลุ่มนี้ก็ยังคงมีแพลนที่ต้องติวเพิ่มเติม หรือไม่บางโรงเรียนก็อาจจะมีการเรียนการสอนด้วยค่ะ (โห..อะไรจะขนาดนั้น แค่เขียนให้อ่านเฉยๆ ก็เหนื่อยแทนแล้วนะเนี่ย 555+) สาเหตุที่เด็กๆ เกาหลีจะต้องเอาจริงเอาจังในด้านการเรียนหนักกันถึงขนาดนั้นก็เพราะว่า เค้าให้ความสำคัญกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอย่างมากค่ะ และไม่ใช่แค่เพียงเด็กๆ เท่านั้นนะคะที่ให้ความสำคัญกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนเกาหลีทุกคนต่างก็ให้ความสำคัญกับการสอบและการเรียนของเด็กๆ เช่นกันค่ะ สังเกตุได้จาก “วันสอบเอนทรานซ์ของเกาหลี” ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สำคัญมากๆ จนถึงกับมีการตั้งกฎต่างๆ ขึ้นมา เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะรบกวนการทำข้อสอบของเด็กๆ เช่น ห้ามอาจารย์ผู้หญิงใส่รองเท้าส้นสูงเพราะจะทำให้เกิดเสียงดัง ประกาศให้สายการบินต่างๆ งดบินในช่วงเวลานั้นเพื่อจะได้ไม่มีเสียงรบกวน เป็นต้นค่ะ

แหม..พอเห็นแบบนี้แล้ว บรรดาเด็กไทยที่ชอบบ่นว่าตัวเองเรียนหนัก อาจจะต้องคิดหยุดคิดสักนิดนึงนะคะ ขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดีในการทำข้อสอบค่ะ Fighting!

www.grandholiday.co.th

ฉลาดแนวคิด สร้างเศรษฐกิจสิงคโปร์

ฉลาดแนวคิดไปกับวิธีการสร้างเศรษฐกิจสิงคโปร์

      “เริ่มต้นจากไม่มีอะไร จนกลายเป็นมีทุกสิ่ง” คงจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่ทำการค้าโดยไม่ได้จำกัดตัวเองแค่เพียงสิ่งที่มีอยู่เท่านั้น ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะ จึงทำให้ประเทศสิงคโปร์ขาดแคลนทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก แม้แต่แหล่งน้ำจืดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ก็ยังมีไม่เพียงพอ (ถ้าพูดถึงประเทศสิงคโปร์ทีไร มักจะนึกถึงการ์ตูนขายหัวเราะที่เราชอบอ่านกัน โดยในฉากจะมีตัวการ์ตูนติดเกาะและถูกล้อมรอบไปด้วยทะเล 360 องศา พร้อมกับปลาฉลามที่หิวโซจำนวนหนึ่ง และต้นมะพร้าว 1 ต้น ซึ่งดูไปก็คล้ายๆ กับประเทศสิงคโปร์ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยทะเลเช่นกันค่ะ ^^) แต่ท่ามกลางสภาพปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่สิงคโปร์ต้องเผชิญอยู่นั้น ประเทศสิงคโปร์กลับค้นพบหนึ่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดที่สิงคโปร์มี นั่นก็คือ “ทรัพยากรมนุษย์” ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุหลักที่ประเทศสิงคโปร์มุ่งเน้นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในด้านการศึกษา และการทำธุรกิจการค้าสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเล็งเห็นว่า “ทรัพยากรมนุษย์” คือปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง

         สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีการค้า เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่มีอิทธิพลของเศรษฐกิจโลก ทำธุรกิจแบบเครือข่ายโดยการเจาะเข้าไปในประเทศต่างๆ ในลักษณะที่มีการลงทุนเองบ้าง ร่วมทุนบ้าง ตลอดจนการทุ่มทุนเข้าซื้อกิจการในประเทศนั้นๆ นักธุรกิจชาวสิงคโปร์นิยมการทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป โดยการเป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าจากประเทศหนึ่งเพื่อไปขายยังประเทศหนึ่งซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวละค่ะ สำหรับลักษณะเด่นของนักธุรกิจและพ่อค้าชาวสิงคโปร์นั้นก็คือ ความอดทน ใจเย็น มีระเบียบวินัยทางด้านการเงิน ซึ่งลักษณะเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากนักธุรกิจชาวจีนและชาวตะวันตกเป็นส่วนมาก และนิสัยอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญและสมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างของชาวสิงคโปร์นั้นก็คือ “การอดออม” ค่ะ เมื่อนักธุรกิจชาวสิงคโปร์ประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จและมีกำไรแล้วนั้น ก็จะนำเงินส่วนหนึ่งไปฝากยังสถาบันการเงินต่างๆ และสถาบันการเงินนั้นๆ ก็จะนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนก่อให้เกิดกำไรหมุนเวียนกันไปอย่างไม่สิ้นสุด และยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นค่ะ

เรียกได้ว่าแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจ และวิธีการทำการค้า ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศสิงคโปร์นั้นฉลาดอย่างหาตัวจับได้ยากจริงๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ถึงเจริญรุ่งเรืองได้เพียงนี้ ว่ากันว่ารายได้ของชาวสิงคโปร์โดยเฉลี่ยต่อหัวนั้นสูงถึง 1,000,000 บาทต่อปี เลยทีเดียวค่ะ..เป็นอย่างไรกันบ้างคะคุณผู้อ่าน อิจฉากันบ้างไหมเอ่ย? ส่วนตัวผู้เขียนบอกได้คำเดียวเลยค่ะว่า “อิจฉามว๊ากกกกก” ^^

www.grandholiday.co.th

เกาะเปียโน เกาะแห่งเสียงอันไพเราะ

แนะนำเที่ยวเกาะเปียโน เกาะแห่งเสียงอันไพเราะ

          หากคุณได้มีโอกาสมาสัมผัสกับเมืองจีนสไตล์ภาคใต้ของบ้านเรา อย่างเซี่ยเหมิน แล้ว คุณจะต้องไม่พลาดสถานที่ท่องเที่ยวหลักของที่นี่เลยทีเดียว ในเมื่อของเกาหลี เป็นเกาะนามิอันโด่งดัง ที่นี่ก็มีเกาที่โด่งดังไม่แพ้กับ นั่นก็คือ เกาะเปียโน นั่นเอง เกาะเปียโนเป็นเกาะที่ไม่ค่อยใหญ่มาก มีลักษณะคล้ายกับเกาะเกร็ดบ้านเรา ในวันหนึ่งจะมีผู้โดยสารขึ้นเรือเพื่อไปเกาะเปียโนมากกว่าพันคน โดยส่วนใหญ่จะเป็นคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวไปถ่ายโมเดลลิ่งแต่งงานกันที่นั่น

         ที่มาของเกาะเปียโน ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่นจีนของเขานะครับ แต่เป็นชื่อที่คนไทยเรียกกันเอง(อย่างไม่เป็นทางการ) แต่ที่มาก็มาจากความคิดเดียวกันก็คือ ที่เขาใช้เรียกเกาะแห่งนี้นั้น ก็เพราะว่า มันเป็นเกาะที่มีโขดหินซึ่งต่างจากหินของบ้านเรา เวลายามค่ำคืน แม่น้ำจะซัดคลื่นกระทบหิน และจะได้ยินเป็นเสียงที่ไพเราะ ราวกับเกาะนี้กำลังร้องเพลงอยู่ นั่นเอง คนที่นี่จึงตั้งชื่อเกาะให้เป็นเกาะแห่งเสียงเพลง แต่คนไทยที่มาเยือนกลับเห็นสไตล์การตกแต่งของเขาเป็นรูปตัวโน๊ตมากมาย เราจึงเรียกกันเสียเฉยๆเลยว่า “เกาะเปียโน” ปัจจุบันนี้เกาะยังคงพัฒนาสร้างอะไรมากมาย มากขึ้น และขยายพื้นที่ให้ผู้คนสัญจรเดินไปมาสะดวกมากขึ้น มีทั้งยังมีของฝาก ขนม และก็ยังมีโลกใต้ทะเลให้คุณเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ทะเลต่างๆมากมาย คล้ายกับ Siam Ocean World เลย เพียงแต่ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้ ขอแนะนำว่า “อย่าดู”

         เพราะอะไร?  ก็เพราะว่า คนจีนที่นั่นซื้อตั๋วเข้าไปดูเยอะมาก คุณอาจจะไม่ค่อยได้เห็นสัตว์โลกใต้น้ำเสียเท่าไหร่ ถึงแม้ว่า มันจะสวยงามมากๆก็ตาม มีทั้งปลาแหวกว่ายหลากหลายชนิด และมีแบบปลาวาฬจำลองให้คุณเทียบกับตัวคุณเองอีกด้วย แต่คุณก็ต้องทำใจกับเรื่องการมุงดูของคนจีน และกลิ่นกายของพวกเขา เพราะคนที่นี่ค่อนข้างจะคุ้นชินกับกลิ่นกายออริจินอลของเขา และจะไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่เรื่องกลิ่นตัวสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะถ้ายิ่งหน้าหนาวด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่เลย เพราะ “คนบางคนจะไม่อาบน้ำ” เห็นอย่างนี้แล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่นี่ครับผม

         เกาะเปียโนจะเป็นเกาะที่มี ต้นไม้ใบหญ้าเยอะพอสมควร เป็นเกาะที่ร่มรื่น สามารถนั่งชมวิวทะเลได้อย่างเพลิดเพลิน และสัมผัสกับเสียงคลื่นน้ำกระทบหินเบาๆ หากใครที่อยากไปลองชมวิวรับลมเย็นๆจากเซี่ยเหมินก็ลองไปดูกันได้ครับ แต่ก็ขอให้ทำใจกับเรื่องบางเรื่องของคนจีนหน่อยแล้วกันครับผม  ถือเสียว่าเป็นวัฒนธรรมบ้านเขาไปซะแล้ว

www.grandholiday.co.th

เที่ยวกรุงวอร์ซอ ชม 4 สถาปัตยกรรมอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์

แนะนำเที่ยวกรุงวอร์ซอ ชม 4 สถาปัตยกรรมอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์

    วอร์ซอ (Warsaw) เมืองหลวงของประเทศโปแลนด์ และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำวิสทูลา ห่างจากชายฝั่งทะเลบอลติก ประมาณ 370 กิโลเมตรที่นี่ถือเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนัก  เช่น เหล็กกล้า, เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเป็นเมืองที่โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติมาเยือนอยู่สม่ำเสมอ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเที่ยว 5 สถานที่สถาปัตยกรรมที่โด่งดังทางประวัติศาสตร์ในกรุงวอร์ซอ

  1. รอยัล แคสเทิล (Royal Castle)

เป็นปราสาทเก่าแก่ที่สร้างจากก้อนอิฐทั้งหลัง เคยเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ Stanislaw August Poniatowski แห่งโปแลนด์ ในช่วงปี 1764–1795 ปัจจุบันได้แปรสภาพกลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง และเป็นอนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์ระดับชาติ จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากกว่า 500,000 คน ต่อปี

  1. พระราชวังวีลานูฟ (Wilanow Palace)

อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่อีกแห่งในกรุงวอร์ซอ ถูกสร้างขึ้นเป็นที่ประทับของกษัตริย์ John III Sobieski แห่งโปแลนด์ ในช่วงท้ายๆของศตวรรษที่ 17 ด้านในเป็นทั้งพระราชวังที่ใช้สำหรับอยู่อาศัย และพื้นที่โดยรอบเป็นสวนเขียวขจี  เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรคในสไตล์ผสมผสานอิตาเลียน และที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมอีกแห่งที่รอดมาได้จากการถูกทำลายจากกองทัพเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์โปแลนด์มากมาย

  1. ป้อมวอร์ซอ (The Barbican)

ด่านปราการรูปครึ่งวงกลมซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเขตเมืองใหม่ และย่านเมืองเก่า  สร้างขึ้นเมื่อปี 1548 ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบโกธิค โดยมีหลังคาแบบศิลปะเรอเนอซองส์  ป้อมวอร์ซอถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงที่ล้อมรอบเมืองวอร์ซอ เพื่อป้องกันเมืองจากสงคราม ป้อมปราการที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งได้รับการบูรณะและฟื้นฟูเสร็จสมบูรณ์เมื่อปลายคริสตทศวรรษ 1930 หลังจากที่เคยเสียหายเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทางประวัติศาสตร์ โดยในช่วงหน้าร้อนพื้นที่ในป้อมจะมีเหล่าศิลปิน นักดนตรี ไปเปิดการแสดงเพื่อความบันเทิงของผู้ที่แวะเวียนผ่านมาเที่ยวชมด้วย

  1. ย่านเมืองเก่า (Old town)

นับตั้งแต่ที่กองทัพเยอรมันบุกเข้ายึดโปแลนด์และเผาทำลายสถาปัตยกรรมต่างๆมากมาย ย่านเมืองเก่า หรือ Old town แห่งนี้ดูเหมือนจะได้รับความเสียหายมากที่สุด มีแต่กองซากสิ่งปรักหักพัง ซึ่งแต่เดิมย่านนี้เป็นศูนย์รวมที่ประกอบด้วยโบสถ์ พระราชวัง ตลาด จัดได้ว่าเป็นสถานที่ๆมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีความเก่าแก่ที่สุดของวอร์ซอ โดยอาคารส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สวยงาม และเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมมาท่องเที่ยวกันมากที่สุดอีกด้วย

   และทั้งหมดนี้คือ 4 สถาปัตยกรรมอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์แห่งกรุงวอร์ซอ สำหรับท่านใดที่มีแผนจะมาเที่ยวโปแลนด์ ก็สามารถดูไว้เป็นแนวทางได้ครับ

www.grandholiday.co.th