ฉลาดแนวคิด สร้างเศรษฐกิจสิงคโปร์

ฉลาดแนวคิดไปกับวิธีการสร้างเศรษฐกิจสิงคโปร์

      “เริ่มต้นจากไม่มีอะไร จนกลายเป็นมีทุกสิ่ง” คงจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ ประเทศที่ทำการค้าโดยไม่ได้จำกัดตัวเองแค่เพียงสิ่งที่มีอยู่เท่านั้น ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะ จึงทำให้ประเทศสิงคโปร์ขาดแคลนทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นอย่างมาก แม้แต่แหล่งน้ำจืดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ก็ยังมีไม่เพียงพอ (ถ้าพูดถึงประเทศสิงคโปร์ทีไร มักจะนึกถึงการ์ตูนขายหัวเราะที่เราชอบอ่านกัน โดยในฉากจะมีตัวการ์ตูนติดเกาะและถูกล้อมรอบไปด้วยทะเล 360 องศา พร้อมกับปลาฉลามที่หิวโซจำนวนหนึ่ง และต้นมะพร้าว 1 ต้น ซึ่งดูไปก็คล้ายๆ กับประเทศสิงคโปร์ที่ถูกล้อมรอบไปด้วยทะเลเช่นกันค่ะ ^^) แต่ท่ามกลางสภาพปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติที่สิงคโปร์ต้องเผชิญอยู่นั้น ประเทศสิงคโปร์กลับค้นพบหนึ่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุดที่สิงคโปร์มี นั่นก็คือ “ทรัพยากรมนุษย์” ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุหลักที่ประเทศสิงคโปร์มุ่งเน้นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งในด้านการศึกษา และการทำธุรกิจการค้าสืบเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเล็งเห็นว่า “ทรัพยากรมนุษย์” คือปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง

         สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีการค้า เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่มีอิทธิพลของเศรษฐกิจโลก ทำธุรกิจแบบเครือข่ายโดยการเจาะเข้าไปในประเทศต่างๆ ในลักษณะที่มีการลงทุนเองบ้าง ร่วมทุนบ้าง ตลอดจนการทุ่มทุนเข้าซื้อกิจการในประเทศนั้นๆ นักธุรกิจชาวสิงคโปร์นิยมการทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป โดยการเป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าจากประเทศหนึ่งเพื่อไปขายยังประเทศหนึ่งซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวละค่ะ สำหรับลักษณะเด่นของนักธุรกิจและพ่อค้าชาวสิงคโปร์นั้นก็คือ ความอดทน ใจเย็น มีระเบียบวินัยทางด้านการเงิน ซึ่งลักษณะเหล่านี้ได้รับอิทธิพลมาจากนักธุรกิจชาวจีนและชาวตะวันตกเป็นส่วนมาก และนิสัยอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญและสมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างของชาวสิงคโปร์นั้นก็คือ “การอดออม” ค่ะ เมื่อนักธุรกิจชาวสิงคโปร์ประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จและมีกำไรแล้วนั้น ก็จะนำเงินส่วนหนึ่งไปฝากยังสถาบันการเงินต่างๆ และสถาบันการเงินนั้นๆ ก็จะนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนก่อให้เกิดกำไรหมุนเวียนกันไปอย่างไม่สิ้นสุด และยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นค่ะ

เรียกได้ว่าแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจ และวิธีการทำการค้า ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศสิงคโปร์นั้นฉลาดอย่างหาตัวจับได้ยากจริงๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ถึงเจริญรุ่งเรืองได้เพียงนี้ ว่ากันว่ารายได้ของชาวสิงคโปร์โดยเฉลี่ยต่อหัวนั้นสูงถึง 1,000,000 บาทต่อปี เลยทีเดียวค่ะ..เป็นอย่างไรกันบ้างคะคุณผู้อ่าน อิจฉากันบ้างไหมเอ่ย? ส่วนตัวผู้เขียนบอกได้คำเดียวเลยค่ะว่า “อิจฉามว๊ากกกกก” ^^

www.grandholiday.co.th

เกาะเปียโน เกาะแห่งเสียงอันไพเราะ

แนะนำเที่ยวเกาะเปียโน เกาะแห่งเสียงอันไพเราะ

          หากคุณได้มีโอกาสมาสัมผัสกับเมืองจีนสไตล์ภาคใต้ของบ้านเรา อย่างเซี่ยเหมิน แล้ว คุณจะต้องไม่พลาดสถานที่ท่องเที่ยวหลักของที่นี่เลยทีเดียว ในเมื่อของเกาหลี เป็นเกาะนามิอันโด่งดัง ที่นี่ก็มีเกาที่โด่งดังไม่แพ้กับ นั่นก็คือ เกาะเปียโน นั่นเอง เกาะเปียโนเป็นเกาะที่ไม่ค่อยใหญ่มาก มีลักษณะคล้ายกับเกาะเกร็ดบ้านเรา ในวันหนึ่งจะมีผู้โดยสารขึ้นเรือเพื่อไปเกาะเปียโนมากกว่าพันคน โดยส่วนใหญ่จะเป็นคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวไปถ่ายโมเดลลิ่งแต่งงานกันที่นั่น

         ที่มาของเกาะเปียโน ชื่อนี้ไม่ใช่ชื่นจีนของเขานะครับ แต่เป็นชื่อที่คนไทยเรียกกันเอง(อย่างไม่เป็นทางการ) แต่ที่มาก็มาจากความคิดเดียวกันก็คือ ที่เขาใช้เรียกเกาะแห่งนี้นั้น ก็เพราะว่า มันเป็นเกาะที่มีโขดหินซึ่งต่างจากหินของบ้านเรา เวลายามค่ำคืน แม่น้ำจะซัดคลื่นกระทบหิน และจะได้ยินเป็นเสียงที่ไพเราะ ราวกับเกาะนี้กำลังร้องเพลงอยู่ นั่นเอง คนที่นี่จึงตั้งชื่อเกาะให้เป็นเกาะแห่งเสียงเพลง แต่คนไทยที่มาเยือนกลับเห็นสไตล์การตกแต่งของเขาเป็นรูปตัวโน๊ตมากมาย เราจึงเรียกกันเสียเฉยๆเลยว่า “เกาะเปียโน” ปัจจุบันนี้เกาะยังคงพัฒนาสร้างอะไรมากมาย มากขึ้น และขยายพื้นที่ให้ผู้คนสัญจรเดินไปมาสะดวกมากขึ้น มีทั้งยังมีของฝาก ขนม และก็ยังมีโลกใต้ทะเลให้คุณเข้าไปสัมผัสกับสัตว์ทะเลต่างๆมากมาย คล้ายกับ Siam Ocean World เลย เพียงแต่ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้ ขอแนะนำว่า “อย่าดู”

         เพราะอะไร?  ก็เพราะว่า คนจีนที่นั่นซื้อตั๋วเข้าไปดูเยอะมาก คุณอาจจะไม่ค่อยได้เห็นสัตว์โลกใต้น้ำเสียเท่าไหร่ ถึงแม้ว่า มันจะสวยงามมากๆก็ตาม มีทั้งปลาแหวกว่ายหลากหลายชนิด และมีแบบปลาวาฬจำลองให้คุณเทียบกับตัวคุณเองอีกด้วย แต่คุณก็ต้องทำใจกับเรื่องการมุงดูของคนจีน และกลิ่นกายของพวกเขา เพราะคนที่นี่ค่อนข้างจะคุ้นชินกับกลิ่นกายออริจินอลของเขา และจะไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่เรื่องกลิ่นตัวสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะถ้ายิ่งหน้าหนาวด้วยแล้ว ยิ่งแล้วใหญ่เลย เพราะ “คนบางคนจะไม่อาบน้ำ” เห็นอย่างนี้แล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่นี่ครับผม

         เกาะเปียโนจะเป็นเกาะที่มี ต้นไม้ใบหญ้าเยอะพอสมควร เป็นเกาะที่ร่มรื่น สามารถนั่งชมวิวทะเลได้อย่างเพลิดเพลิน และสัมผัสกับเสียงคลื่นน้ำกระทบหินเบาๆ หากใครที่อยากไปลองชมวิวรับลมเย็นๆจากเซี่ยเหมินก็ลองไปดูกันได้ครับ แต่ก็ขอให้ทำใจกับเรื่องบางเรื่องของคนจีนหน่อยแล้วกันครับผม  ถือเสียว่าเป็นวัฒนธรรมบ้านเขาไปซะแล้ว

www.grandholiday.co.th

เที่ยวกรุงวอร์ซอ ชม 4 สถาปัตยกรรมอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์

แนะนำเที่ยวกรุงวอร์ซอ ชม 4 สถาปัตยกรรมอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์

    วอร์ซอ (Warsaw) เมืองหลวงของประเทศโปแลนด์ และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำวิสทูลา ห่างจากชายฝั่งทะเลบอลติก ประมาณ 370 กิโลเมตรที่นี่ถือเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนัก  เช่น เหล็กกล้า, เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเป็นเมืองที่โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติมาเยือนอยู่สม่ำเสมอ วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเที่ยว 5 สถานที่สถาปัตยกรรมที่โด่งดังทางประวัติศาสตร์ในกรุงวอร์ซอ

  1. รอยัล แคสเทิล (Royal Castle)

เป็นปราสาทเก่าแก่ที่สร้างจากก้อนอิฐทั้งหลัง เคยเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ Stanislaw August Poniatowski แห่งโปแลนด์ ในช่วงปี 1764–1795 ปัจจุบันได้แปรสภาพกลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง และเป็นอนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์ระดับชาติ จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากกว่า 500,000 คน ต่อปี

  1. พระราชวังวีลานูฟ (Wilanow Palace)

อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่อีกแห่งในกรุงวอร์ซอ ถูกสร้างขึ้นเป็นที่ประทับของกษัตริย์ John III Sobieski แห่งโปแลนด์ ในช่วงท้ายๆของศตวรรษที่ 17 ด้านในเป็นทั้งพระราชวังที่ใช้สำหรับอยู่อาศัย และพื้นที่โดยรอบเป็นสวนเขียวขจี  เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรคในสไตล์ผสมผสานอิตาเลียน และที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมอีกแห่งที่รอดมาได้จากการถูกทำลายจากกองทัพเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์โปแลนด์มากมาย

  1. ป้อมวอร์ซอ (The Barbican)

ด่านปราการรูปครึ่งวงกลมซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเขตเมืองใหม่ และย่านเมืองเก่า  สร้างขึ้นเมื่อปี 1548 ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบโกธิค โดยมีหลังคาแบบศิลปะเรอเนอซองส์  ป้อมวอร์ซอถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกำแพงที่ล้อมรอบเมืองวอร์ซอ เพื่อป้องกันเมืองจากสงคราม ป้อมปราการที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งได้รับการบูรณะและฟื้นฟูเสร็จสมบูรณ์เมื่อปลายคริสตทศวรรษ 1930 หลังจากที่เคยเสียหายเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทางประวัติศาสตร์ โดยในช่วงหน้าร้อนพื้นที่ในป้อมจะมีเหล่าศิลปิน นักดนตรี ไปเปิดการแสดงเพื่อความบันเทิงของผู้ที่แวะเวียนผ่านมาเที่ยวชมด้วย

  1. ย่านเมืองเก่า (Old town)

นับตั้งแต่ที่กองทัพเยอรมันบุกเข้ายึดโปแลนด์และเผาทำลายสถาปัตยกรรมต่างๆมากมาย ย่านเมืองเก่า หรือ Old town แห่งนี้ดูเหมือนจะได้รับความเสียหายมากที่สุด มีแต่กองซากสิ่งปรักหักพัง ซึ่งแต่เดิมย่านนี้เป็นศูนย์รวมที่ประกอบด้วยโบสถ์ พระราชวัง ตลาด จัดได้ว่าเป็นสถานที่ๆมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีความเก่าแก่ที่สุดของวอร์ซอ โดยอาคารส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันได้รับการบูรณะให้กลับมาอยู่ในสภาพที่สวยงาม และเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมมาท่องเที่ยวกันมากที่สุดอีกด้วย

   และทั้งหมดนี้คือ 4 สถาปัตยกรรมอันโด่งดังทางประวัติศาสตร์แห่งกรุงวอร์ซอ สำหรับท่านใดที่มีแผนจะมาเที่ยวโปแลนด์ ก็สามารถดูไว้เป็นแนวทางได้ครับ

www.grandholiday.co.th

5 แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองปารีส ถ้าไม่ได้ไปเหมือนมาไม่ถึง

แนะนำ 5 แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองปารีส ถ้าไม่ได้ไปเหมือนมาไม่ถึง

ปารีส (Paris) เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส เมืองโรแมนติคที่คู่รักหลายๆคู่อยากมาเยือนสักครั้งในชีวิต ปารีสเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน และในปารีสก็มีสถานที่สำคัญๆอยู่มากมาย แต่ที่เราจะนำมาให้ทุกท่านได้ชมในวันนี้ คือ 5 แลนด์มาร์กสำคัญของมหานครปารีส ที่ว่ากันว่าหากใครมาเที่ยวปารีสแล้วไม่ได้ไปสถานที่เหล่านี้ ก็เหมือนมาไม่ถึงปารีส

  1. หอไอเฟล สถานที่ๆทุกคนรู้จักกันดี เพราะเคยเรียนมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบคือ “กุสตาฟ ไอเฟล” หอไอเฟลมีความสูงราว 324 เมตร ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำแซน ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญและมีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก และยังเป็นสัญลักษณ์ของเมืองปารีสและประเทศฝรั่งเศสที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
  2. พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ จากฉากหนึ่งในหนัง the davinci code นี่คือสถานที่จัดเก็บภาพวาดโมนาลิซ่า ของดาวินชี ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก พิพิธภัณฑ์ลูฟร์เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ โดดเด่นด้วยอาคารทรงสามเหลี่ยมที่เป็นกระจกใส เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่เก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่าระดับโลกเป็นจำนวนมากกว่า 35,000 ชิ้น จากตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่ 19 และยามค่ำคืนแสงไฟจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะสว่างไสวดึงดูกความสนใจจากผู้พบเห็น
  3. ประตูชัยฝรั่งเศส เสาหินขนาดยักษ์แกะสลักอย่างโดดเด่น ตั้งอยู่กลางถนนเป็นซุ้มประตูเห็นได้ชัด ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป ประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน ประตูชัยแห่งนี้ได้รับออกแบบโดยฌ็อง ชาลแกร็ง นับเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกแห่งของปารีส
  4. อาคารกร็องปาแล

เลอ กร็อง ปาแล เด ช็องเซลีเซ หรือเรียกสั้นๆว่า “กร็องปาแล” เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของกรุงปารีส  และเคยผ่านการใช้งานเป็นโรงพยาบาลทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้ว ตัวอาคารมีลักษณะแบบสถาปัตยกรรมโบซาร์ ตามตำราของสถาบันวิจิตรศิลป์แห่งฝรั่งเศส โดยมีลักษณะเด่นคือรายละเอียดโดยรอบบนหน้าบัน (façade) ที่สลักจากหินเป็นรูปต่างๆสวยงาม

  1. สะพานปงเนิฟ

สะพานข้ามแม่น้ำแซนที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของอีลเดอลาซีเตซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำแซนที่มีอยู่ตั้งแต่ยุคกลาง สะพานออกแบบเป็นสะพานฐานโค้ง สร้างด้วยเทคโนโลยีแบบโรมันในสมัยนั้น โดยรับน้ำหนักด้วยฐานเสาโค้งเป็นช่วงสั้น ๆ จำนวนหลายๆฐาน เริ่มสร้างเมื่อปี 1578 และแล้วเสร็จในปี 1607 ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งฝรั่งเศสไปแล้ว

และทั้งหมดนี้คือ 5 แลนด์มาร์กสำคัญในเมืองปารีส ที่ถ้าไม่ได้ไปเยือนสถานที่เหล่านี้ ก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองปารีส  www.grandholiday.co.th

สัมผัส 4 สถานที่ท่องเที่ยว มนต์เสน่ห์แห่งออสเตรีย

4 สถานที่ท่องเที่ยวน่าสัมผัส มนต์เสน่ห์แห่งออสเตรีย

ออสเตรีย เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในยุโรปตอนกลาง และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกไปสู่ทะเล และประมาณ 60% ของสภาพภูมิประเทศของประเทศออสเตรียมีลักษณะเป็นภูเขาและเนินเขา จนประเทศออสเตรียได้รับการขานนามให้เป็น “ดินแดนแห่งขุนเขา” นอกจากนั้นประเทศออสเตรียยังมีแม่น้ำเส้นสำคัญที่พาดผ่านประเทศเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศ นั่นก็คือ “แม่น้ำดานูบ (Donau) วันนี้เราจะพาคุณไปสัมผัสมนตร์เสน่ห์ของออสเตรีย ที่ถ้าหากคุณได้มาเที่ยวที่ประเทศนี้แล้วล่ะก็ สถานที่ๆคุณต้องไปเยือนให้ได้นั้นก็คือสถานที่ต่อไปนี้

  1. เยี่ยมชมแม่น้ำดานูบ จัดเป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆมีความโรแมนติกมากที่สุดในแถบยุโรปเลยก็ว่าได้ แม่น้ำสายนี้ทอดตัวยาวขนานไปกับกรุงเวียนนา วิวในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกเก่าและอาคารบ้านเรือนดูมีเสน่ห์มนต์ขลัง อารยธรรมร่วมสมัยทำให้จินตนาการไปถึงเมืองในนิยายที่มีแสงสลัวส่องลงมาเป็นประกายระยิบระยับ ทำให้นึกถึงเมื่อครั้งมันเคยรุ่งเรืองในอดีตกาล ที่นี่คุณสามารถเพลิดเพลินกับการชมวิวแม่น้ำดานูบผ่านกิจกรรมหลายอย่าง เช่น การพายเรือล่องไปตามแม่น้ำ หรือเลือกที่จะปั่นจักรยานชมวิวไปตามทางก็ดูจะคลาสสิคและโรแมนติคดีไม่เบา
  2. พักผ่อนที่ฮัลท์แสตทช์ (Hallstatt) เป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักและอบอุ่น ฮัลท์แสตทช์ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาอย่างแท้จริง นอกจากนั้นที่นี่ยังมีทะเลสาบที่ใหญ่มาก และยังมีน้ำตกที่เกิดจากธรรมชาติด้วย เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนและกิจกรรมแคมป์ปิ้งอย่างแท้จริง ที่เมืองนี้ยังมีกิจกรรมยอดฮิตอย่างพายเรือให้ลองเล่นกันด้วย
  3. เพลิดเพลินกับเสียงดนตรีที่ซาลส์บูร์ก ที่นี่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 4 ในออสเตรีย รู้จักกันดีในฐานะที่เมืองนี้เป็นบ้านเกิดของโมซาร์ท สุดยอดศิลปินและนักดนตรีคลาสสิคอันดับ 1 ของโลก โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมบาโรกและเป็นหนึ่งในใจกลางเมืองที่ถูกดูแลรักษาอย่างดีที่สุดจนยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเมืองนี้ให้เป็นมรดกโลก ซาลซ์บูร์กเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ มีนักท่องเที่ยวกว่าปีละ 8 ล้านคนแห่กันมาที่เมืองนี้
  4. ตะลุยเมืองหลวงที่เวียนนา สุดยอดเมืองที่สวยโรแมนติคและคลาสสิคเป็นอันดับต้นๆของโลก เมืองหลวงของประเทศออสเตรียที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ในป่าเขา บ้านเกิดของดนตรีคลาสสิค คับคั่งไปด้วยนักดนตรีเต็มท้องถนน ความสวยงามของสถาปัตยกรรมในยุคศตวรรษที่ 18-19 เหมือนถูกแช่แข็งไว้ที่นี่ วิถีชีวิตที่ช้าและเรียบง่ายของประชากรยิ่งทำให้เมืองนี้น่าหลงใหล คุณจะเพลิดเพลินกับบรรยากาศหากได้นั่งพักและจิบกาแฟรสกลมกล่อมสักแก้ว แล้วสัมผัสกับอากาศที่บริสุทธิ์ของที่นี่  www.grandholiday.co.th

สถานที่ท่องเที่ยวเกาหลีที่พลาดไม่ได้

3 เมืองที่พลาดไม่ได้เมื่อไป เที่ยวเกาหลี

ประเทศเกาหลี ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศยอดนิยมของคนไทยเลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยนิยมไป เที่ยวเกาหลี นั้น ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของซีรีย์เกาหลี ที่แพร่หลายเข้ามายังประเทศไทย ทำให้เราเห็นศิลปวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามผ่านทาง ซีรีย์เกาหลี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลว่าทำไมคนไทยถึงอยากไป เที่ยวเกาหลี ซึ่งการไป เที่ยวเกาหลี สามารถไปได้อยากสะดวกไม่ว่าจะไปกับทัวร์หรือไปด้วยตนเอง แต่อย่าลืม 3 เมืองที่คุณไม่ควรพลาด เมื่อได้ไป เที่ยวเกาหลี จะมีเมืองไหนบ้าง ไปดูกันเลย

เที่ยวเกาหลี เมืองยอดนิยม กรุงโซล

กรุงโซล ถือว่าเป็นเมืองหลวง ของประเทศเกาหลี เป็นเมืองที่มีการผสมผสานศิลปะสมัยใหม่และสมัยเก่า ได้อย่างลงตัว เมื่อท่านได้มาเยือน กรุงโซลแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลย คือการขึ้นไปชมวิวที่ ตึก เอ็นโซล ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา โดยท่านสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม รอบกรุงโซลได้ ณ ที่นี่ นอกจากนี้ กรุงโซลยังประกอบไปด้วยวัดเก่าแก่ และปราสาท ที่สวยงามมากมาย ซึ่งแนะนำว่า ท่านควรจะไปเยี่ยมชมให้ได้ หรือ สถานที่การกิน ในกรุงโซลก็มีอย่างมากมายๆม่ว่าจะเป็นร้านข้างถนนหรือภัตตาคารหรู ท่านก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศการทานอาหารเกาหลี ที่ลงตัวสุดๆ

เที่ยวเกาหลี เมืองยอดนิยม เกาะเจจู

หากท่านลองหาข้อมูลท่องเที่ยวตาม เว็บไซต์ต่างๆแล้ว ท่านจะพบว่า ทัวร์เกาะเจจู ถือว่าเป็นทัวร์ที่ขายดีมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของการมา เที่ยวเกาหลี เลยก็ว่าได้ เนื่องจาก เกาะเจจูนั้นได้รับการยอมรับว่า มีชายหาดและทะเลที่สวยมากที่สุดในประเทศเกาหลี บนเกาะเจจูเองก็ไม่ได้มีเฉพาะชายหาดและทะเล ที่สวยงามเท่านั้นแต่ยังประกอบไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่ได้รับความนิยมของทั้งคนเกาหลีและคนต่าง

ชาติ  อาทิเช่น ภูเขา ฮัลลา ที่สามารถปีนขึ้นไปดูทะเลสาบ แบ๊กน๊อก ที่สวยงามได้ นอกจากนี้ ชายหาดของเกาะเจจู ยังเหมาะสำหรับการ นั่งชมวิวดูพระอาทิตย์ตกยามเย็นอีกด้วย เกาะเจจู จึงถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะแก่การมาพักผ่อน อย่างแท้จริง

เที่ยวเกาหลี เมืองยอดนิยม เมืองปูซาน

เมืองปูซานหรือบูซาน เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศเกาหลี เป็นอีกเมืองที่ท่านมา เที่ยวเกาหลี แล้วไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองปูซาน ส่วนมาก มักจะมาเที่ยวชมวัด เบียวเมียซา ที่ตั้งอยู่กล่างป่าและล้อมรอบไปด้วยหุบ และมีท่องเที่ยวมาชมในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปีนเขา เมืองปูซานยังมีแหล่งปีนเขาที่ได้รับความนิยมมากมายหลายแห่ง  รวมทั้งแหล่งช็อปปิ้งและสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เรียกได้ว่า มา เที่ยวเกาหลี เมืองปูซาน ท่านจะได้สัมผัสกับทุกรสชาติของชีวิตเลยทีเดียว

สำหรับท่านใดที่สนใจ เที่ยวเกาหลี ก็ต้องรีบวางโปรแกรมกันนะครับ เพราะหน้าหนาวของเกาหลี ขอบอกว่าสวยมากๆ ท่านใดที่ไม่รีบ อาจจะจองตั๋วหรือจองทัวร์กันไม่ทันแล้วจะพลาดความประทับใจในการ เที่ยวเกาหลีไปนะครับ  www.grandholiday.co.th

หอเอนเมืองปิซา

หอเอนปิซา (ประเทศอิตาลี)

หากจะกล่าวถึง “หอเอนปิซา”แห่งประเทศอิตาลีก็คงไม่มีใครไม่รู้จักใช่ไหมล่ะครับ ใครที่เคยอ่านชีวประวัติของนักวิทยาศาสตร์หัวสมัยใหม่อย่าง “กาลิเลโอ” คงทราบว่าในการทดลองเรื่อง  กฎและทฤษฎีแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก เขาได้ทดลองปล่อยวัตถุชนิดเดียวกัน แต่ขนาดและน้ำหนักนั้นต่างกันลงจากหอเอนปิซา แล้วอธิบายว่า  หากปล่อยของทั้งสองชิ้นลงพร้อมกัน แม้ว่าขนาดและน้ำหนักจะต่างกันก็จะตกลงพื้นพร้อมกัน

                ทำไมกาลิเลโอจึงเลือกทดลองแนวคิดของเขาต่อหน้าสาธารณะชน โดยใช้หอเอนปิซานี้เป็นสถานที่ปล่อยวัตถุ เราก็อาจจะคาดเดาได้ว่า  หอเอนปิซานั้นเป็นหอคอยที่ชาวอิตาเลี่ยนนั้นภาคภูมิใจและมือชื่อเสียงมากในสมัยนั้น หรือเป็นเพราะหอนั้นมีลักษณะเอน  กาลิเลโอจึงสามารถชะโงกหน้ามองเห็นวัตถุกำลังตกลงสู่พื้นได้อย่างชัดเจน  และจะทำให้สามารถทดลองทฤษฎีแรงโน้มถ่วงได้สะดวก

                หอเอนปิซา เป็นหอคอยที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลังตั้งอยู่ ณ เมืองปิซาประเทศอิตาลีเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี  ค.ศ. 1174 และแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1350  ซึ่งคิดบวกลบกันแล้ว หอคอยนี้ได้ใช้เวลาสร้างถึง 176 ปีเลยทีเดียว  ทำไมต้องใช้เวลาสร้างนานขนาดนั้น เพราะว่าอาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าหอคอยที่สูง 181 ฟุต  มีทั้งหมด 8 ชั้น  แต่ละชั้นนั้นมีเสาหินอ่อนที่สลักด้วยลวดลายที่วิจิตรงามตารับรองไว้โดยรอบ  เป็นผลงานของศิลปินในยุคนั้น  ที่มหัศจรรย์กว่านั้นก็คือเมื่อสร้างไปได้ 4-5 ชั้น  แล้วหอนี้ก็เริ่มเอียงลง  แต่ก็ไม่พังลงมา  อาจจะเกิดการคำนวณผิดพลาดหรือไม่ก็พื้นทรุด  แต่ที่แน่ๆ เมื่อสร้างหอเอนปิซา นี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปรากฏว่ายอดบนสุดของหอเอียงออกจากแนวดิ่งของฐานถึง 14 ฟุต แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะล้มเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังคงตั้งท่าจะล้อมอยู่อย่างนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

                ปัจจุบันนี้หอเอนปิซาถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางที่ทรงคุณค่าทางศิลปะอย่างยิ่ง  เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนั้นไปเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย  และเป็นความภาคภูมิใจของชาวอิตาลีด้วย  ด้วยความที่หอเอนปิซานี้มีลักษณะเด่นและแปลกจากหอคอยทั่วๆไป ทำให้หอเอนปิซาเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก  และเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่า  หากใครได้มายังประเทศอิตาลีแล้ว  ไม่ได้มาชื่นชมความงามของศิลปกรรมแห่งนี้แล้วล่ะก็เท่ากับไม่ได้มาอิตาลีเลย และในปัจจุบันนี้มีนักท่องเที่ยวมากกว่า 1,000,000 คนต่อปีที่มาท่องเที่ยวที่นี่ ซึ่งมาจากทั่วทุกมุมโลก และหอเอนปิซานี้เองก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนมักจะมาถ่ายรูปคู่กับหอด้วย  www.grandholiday.co.th

ทริคสุดยอดจัดกระเป๋าขั้นเซียน

แนะทริคสุดยอดจัดกระเป๋าอย่างไรเรียกว่าขั้นเซียน

  เมื่อเราตรากตรำทำงานมานานแรมปีก็ต้องถึงเวลาพักผ่อนกันบ้าง  ยิ่งช่วงไหนมีเทศกาลหยุดยาวก็ได้เวลาเตรียมแพ็คกระเป๋าออกเดินทางกันแล้ว  แต่บางครั้งหลายท่านอาจถูกทักว่า จะย้ายบ้านหรือว่าไปเที่ยว มีรายการที่ต้องการติดไปด้วยเต็มหัวไปหมด  คราวนี้จะมาแนะนำไอเดียสุดยอดการจัดกระเป๋าขั้นเซียนให้

1.จัดลำดับความสำคัญการใช้งาน พวกเอกสารสำคัญหนังสือเดินทาง  กระเป๋าสตางค์ สิ่งจำเป็นที่เปิดเข้า – ออกบ่อยเอาไว้ชั้นเหนือสุดส่วนพวกเสื้อผ้าที่ใส่ทีหลังหรือวันสุดท้ายควรไว้ล่างสุด

2.เช็คข่าวพยากรณ์อากาศ เป็นไปได้ควรฟังข่าวพยากรณ์อากาศหรือเช็คจากมือถือ เพื่อให้ทราบถึงสภาพบรรยากาศว่าร้อน หนาว มากน้อยเพียงใด ทำให้เราสามารถจดรายการสำคัญได้ไม่ยาก  ควรจะติดอะไรไปด้วยให้เหมาะสมกับฤดูกาล

3.จดรายาการที่จำเป็น   เมื่อเราเช็คสภาวะอากาศแล้ว  งานต่อไปก็คือจัดรายการสิ่งของให้เหมาะกับสถานที่ที่เราจะไป  เข้าป่าตั้งแค้มป์ควรเตรียมอะไรไป

4.ของหนักไว้ล่างของเบาไว้บน  กางเกงตัวเดียวที่ใส่ได้ทุกงาน ถ้าม้วนได้ก็ควรม้วน แต่ต้องไม่เปียก เพราะอาจจะเปรอะได้  ก็จัดไว้ด้านล่างซะ   เสื้อผ้ากางเกงที่หนักหนาก็เอาไว้ด้านล่าง เพื่อง่ายต่อการเวลาค้นหาไม่ยุ่งยาก สำหรับพวกขวดน้ำควรเป็นขวดที่ไม่แตก  ถ้าจำเป็นก็ต้องหาถุงซิบพลาสติกมาครอบไว้ป้องกันการเลอะกับส่วนอื่นๆ

5.สารพัดเครื่องสำอางและเครื่องประทังผิว   สำหรับสาวๆ ที่มีเครื่องสำอาง โลชั่น  ครีมต่างๆ บางคนอาจจัดไปจัดมาใหญ่กว่ากระเป๋าเสื้อผ้าเสียอีก  แนะนำไปหาซ้อขวดไซด์เล็กจะดีกว่า  จะได้ไม่เป็นภาระกระเป๋าเดินทางมากเกินไป

6.รองเท้านั้นอย่าปล่อยให้สูญเปล่า  หลายท่านอาจลืมนึกไป ว่าเราก็เอาของใช้อันเล็ก จะม้วนหรือพับให้พอกับขนาดรองเท้าที่เราใช้ด้วยครับ

7.สิ่งอำนวยความสะดวกพวก Gadget สำหรับมือถือยุคปัจจุบันมีฟังก์ชั่นครบเซ็ตอยู่แล้ว นาฬิกาดูเวลา  นาฬิกาปลุก   กล้องถ่ายรูปทั้งตัวเอง และถ่ายสถานที่  แม้แต่แผนที่การเดินทางก็สามารถทำได้   ดังนั้นมีแค่มือถือสมาร์โฟนอย่างเดียวก็เอาอยู่  ไม่ต้องไปขนอุปกรณ์ตัวอื่นไปด้วย www.projamm.com

ทัวร์ ไน แอ ง กา รา (ประเทศสหรัฐอเมริกา)

มหัศจรรย์น้ำตกไนแองการา (ประเทศสหรัฐอเมริกา)

   หากจะกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและน่ามหัศจรรย์นั้น ก็มีอยู่หลายๆที่ในโลกเลยครับ แต่ถ้าจะเจาะจงไปที่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และมีผู้คนหรือนักท่องเที่ยวต่างพากันมาเยี่ยมชมอย่างล้นหลามก็คงหนีไม่พ้น “น้ำตกไนแองการา”  ซึ่งเป็นน้ำตกที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นน้ำตกที่สวยและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลยล่ะ ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมความมหัศจรรย์ของน้ำตกไนแองการานี้อย่างมากมาย และเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกัน

        น้ำตกไนแองการา เป็นน้ำตกที่เกิดมาเมื่อประมาณ 12,500 ปี มาแล้ว ก่อตัวขึ้นในยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย เป็นน้ำตกที่อยู่ระหว่างพรมแดนของสองประเทศ  ก็คืออยู่ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา  ตอนบนของน้ำตกไนแองการานี้ตั้งอยู่บนเกาะตอนปลายของแม่น้ำแองการา  ซึ่งไหลมาจากทะเลสาบฮิรีลงสู่ทะเลสาบออนแทริโอ  แม้สภาพอากาศที่หนาวเย็นนั้น จะหนาวเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถหยุดใจนักท่องเที่ยวให้ไม่มาเยี่ยมชมน้ำตกไนแองการาแห่งนี้ได้

       น้ำตกไนแองการานี้   ส่วนหนึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของเกาะในเขตประเทศแคนาดา เรียกว่า “น้ำตกเกือกม้า” ซึ่งเป็นน้ำตกทรงครึ่งวงกลม  มีความกว้าง 675 เมตร มีความสูง 54 เมตร น้ำตกอีกส่วนอยู่ทางเกาะโกต ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีความกว้าง 323 เมตร และมีความสูง 56 เมตร น้ำตกไนแองการาเป็นน้ำตกที่มีความกว้างและใหญ่มากๆ หากใครได้เข้าไปเห็นหรือสัมผัสน้ำตกแห่งนี้แล้วล่ะก็  จะทึ่งกับสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแห่งนี้ และก็พลาดไม่ได้เลยที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

        น้ำตกไนแองการาได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในโลก  ใกล้กับน้ำตกจะมีสะพานลอยทอดข้ามเชื่อมระหว่าง 2 พรมแดนประเทศระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศแคนาดา  เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพอันงดงามของน้ำตก พร้อมกับได้ฟังเสียงของน้ำตกที่ดังกึกก้องได้ทั้ง 2 ฝั่ง นอกจากนี้แล้วยังมีหอคอยที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดชมวิวที่น่ามหัศจรรย์อีกด้วย  แต่ขนาดของน้ำตกที่กว้างใหญ่แห่งนี้ก็มีความน่ากลัวซ่อนอยู่  แม้จะสวยงามมากมายแค่ไหนก็มีความน่ากลัวแฝงอยู่ด้วย  เพราะน้ำตกไนแองการานี้มีความลึกของน้ำและความแรงของน้ำตกอย่างมาก  หากใครได้ขึ้นหอคอยที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้ให้แล้วล่ะก็ จะสัมผัสได้ถึงความเสียวอย่างแท้จริง  ด้วยเสียงของน้ำตกที่ดังซู่ซ่าจนน่ากลัว และคความกว้างใหญ่ของน้ำตกทำให้หลายคนที่ไปเยี่ยมชมอาจจะกลัวก็เป็นได้

www.grandholiday.co.th

ย่ำไปในมาเก๊า ( ตอนที่ 4 )

เดินเที่่ยวให้อิ่มใจในมาเก๊า(ตอนที่ 4)

 ต่อจากคราวที่แล้ว ที่เราได้แนะนำสถานที่ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หลายคนนึกถึง มาเก๊า ไปแล้ว งั้นคราวนี้เราจะมาว่ากันต่อเลยดีกว่าค่ะ ว่าในมาเก๊ามีสถานที่ไหนน่าสนใจบ้าง

1.เดอะเวเนเชื่ยนมาเก๊า  เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บนถนนโคไท ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและมีขนาดใหญ่มากที่สุดเป็นอันดับที่สองของโลก ภายในห้องพักถูกตกแต่งไว้อย่างหรูหราสมกับกับเมืองท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก และที่ตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวก็คือการล่องเรือกอนโดล่านั่นเอง ถือเป็นไฮไลด์สำคัญเลยทีเดียว ที่เป็นจุดบ่งบอกได้ว่าสถานที่แห่งนี้น่าสนใจเพียงใด ภายในตัวอาหารถูกตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างความโรแมนติกของเวนิส มีห้องสวีทถึง 3000 ห้องเลยทีเดียว นอกจากนี้ในส่วนต่างๆของโรงแรมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร โรงภาพยนตร์ ร้านอาหารที่หรูหรา คาสิโน ร้านขายเสื้อผ้า ห้องออกกำลังกาย ว้าว แค่ได้อ่านก็อยากจะไปบ้างแล้วล่ะครั้ง ลองจินตนาการดูซิคะ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้ยินเสียงเพลงอันโรแมนติก ที่ให้บรรยากาศของเวนิส ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน นี่ยังไงล่ะค่ะที่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงหลงรักมาเก๊า

2.หอคอยมาเก๊า ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 8 ของเอเชีย และสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 10 ของโลกอีกด้วย เห็นมั้ยละคะว่าทำไมคนถึงได้นิยมมาท่องเที่ยวที่มาเก๊า แต่ละแห่งนั้น บ่งบอกถึงความร่วมสมัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ และที่นี่เองก็ด้วยเช่นกัน ถ้าหากคุณผู้อ่านชื่นชอบการชมวิวทิวทัศน์โดยรอบแล้วล่ะก็ คงต้องบอกว่ามาที่นี่ไม่มีทางผิดหวังเลย เพราะคุณจะสามารถมองเห็นทุกจุดในมาเก๊าเลย ยิ่งตอนกลางคืนด้วยแล้ว โรแมนติกมากค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม : ค่า เข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 467 บาท (120 ปาตากาส์), สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เด็กราคา 234 บาท (60 ปาตากาส์) ส่วนเวลาเปิดให้บริการ คือ 10.00-21.00 น. (วันพุธ), 09.00-21.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดประจำชาติ)

3.จัตุรัสเซนาโด ( Senado Square) ที่เป็นสถานที่กว้างใหญ่ รวมถึงยังมีสวนสาธารณะอยู่ที่นี่อีกด้วย จัตุรัสเซนาโดนี้ตกแต่งด้วยหินและจัดเรียงให้มีลวดลายคลื่น แบบโมเสก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเป็นที่น่าไป เพราะพื้นที่ในจตุรัสนี้ใช้เป็นพื้นที่จัดงานต่างๆ และบริเวณโดยรอบก็มีร้านค้ามากมาย มีแหล่งช้อปปิ้งตลอดสาย และที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชื่นชอบก็จะเป็นร้านอาหารจีนนั่นเอง เพราะบริเวณนี้ใกล้กับสถานที่ตั้งของร้านอาหารจีนที่มีชื่อเสียงหลายแห่งของมาเก๊า ถ้าใครยังไม่ได้กินอาหารจีนที่นี่ล่ะก็ เสียดายแย่

4.เขตเอส โดมิงโกส์ เป็นอีกย่านหนึ่งที่นักช้อปไม่ควรพลาด เพราะเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายกระเป๋า ร้านขายอุปกรณ์กีฬาทุกชนิด และที่นักท่องเที่ยวรู้จักดีก็คือย่านนี้มีจำเพาะพวกของแบรนด์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งนั้น เป็นที่ถูกอกถูกใจหลายคนไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งคุณผู้อ่านหลายท่านคงสนใจอยู่ไม่น้อยถ้าหากจะเอ่ยถึงการช้อปปิ้งและการต่อราคา จริงมั้ยคะ

ครั้งนี้คงต้องบอกเลยว่า คุณผู้อ่านหลายท่านไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง มาเก๊าไม่ใช่เพียงเกาะเล็กๆที่มีแต่คาสิโน แต่ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามอีกต่างหาก  www.grandholiday.co.th